ปัญหาการทำ SEO ระหว่างผู้จ้างและผู้รับจ้าง ที่หลายคนยังเข้าใจผิด
การทำ SEO (Search Engine Optimization) เป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องใช้ทั้งเวลา ความเข้าใจ และความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่าปัญหาหลักที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด คือ “ความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน” ระหว่างผู้จ้างและผู้รับจ้าง
ฉะนั้นการทำความเข้าใจว่า SEO คืออะไร นั้นจำเป็นและสำคัญมากสำหรับคนจ้าง หรือ บริษัทที่ต้องการหาคนทำ SEO
ผู้จ้างจำนวนมากยังมีความเข้าใจผิดว่า SEO สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ในระยะสั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง SEO ต้องใช้เวลาในการสะสมผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็น:
- การปรับโครงสร้างเว็บไซต์ (Technical SEO)
- การทำ On-page / Content
- การสร้าง Backlink (Off-page SEO)
แม้ว่าผู้รับจ้างจะอธิบายตั้งแต่ต้นว่า “SEO ต้องใช้เวลา” และผู้จ้างก็ยอมรับในข้อตกลง แต่เมื่อเริ่มทำงานจริง กลับเกิดการเร่งรัด และคาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไป
ปัญหาการทวงงาน และการกดดันผู้ทำ SEO
หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยคือ:
- ทวงผลลัพธ์ก่อนระยะเวลาที่กำหนด
- ขอรายงาน (Report) ถี่เกินไป
- ถามคำถามซ้ำ ๆ ทั้งที่มีการอธิบายไปแล้ว
ตัวอย่างเช่น:
- กำหนดส่งรายงานทุก 2 สัปดาห์
- แต่ผู้จ้างกลับทวงรายงานภายใน 2–3 วัน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้รับจ้างรู้สึกกดดัน และเสียเวลาไปกับการตอบคำถาม แทนที่จะโฟกัสกับการทำ SEO จริง ๆ

ผลกระทบต่อฝั่ง Freelance และ Agency
เมื่อเกิดการสื่อสารที่ไม่สมดุล จะส่งผลกระทบโดยตรง เช่น:
- เสียเวลาในการตอบคำถามมากเกินไป
- ไม่สามารถโฟกัสกับงานหลักได้
- เกิดความเครียดและความอึดอัดในการทำงาน
- บางกรณีถึงขั้น “ยกเลิกงาน” เพราะไม่คุ้มค่า
โดยเฉพาะเมื่อค่าจ้าง SEO อยู่ในระดับ 4,000–5,000 บาทต่อเดือน
แต่ต้องใช้:
- ค่า Tools SEO
- ค่าไฟ / ค่าเวลา
- ค่าแรงในการวิเคราะห์และปรับปรุง
ทำให้ต้นทุนจริง “สูงกว่าที่คิด” มาก
SEO คือการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่งานเร่งด่วน
SEO ไม่ใช่การยิงแอดที่เห็นผลทันที แต่เป็นการ “สะสมผลลัพธ์” ที่ต้องใช้:
- เวลา
- ความต่อเนื่อง
- ความเชื่อมั่นระหว่างกัน
การเร่งรัด หรือทวงงานบ่อยเกินไป ไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น แต่กลับทำให้กระบวนการทำงานสะดุด
วิธีแก้ปัญหา (Best Practice สำหรับทั้ง 2 ฝ่าย)
สำหรับผู้จ้าง
- เข้าใจว่า SEO ต้องใช้เวลา (3–6 เดือนขึ้นไป)
- เคารพข้อตกลงเรื่องระยะเวลาและการส่งรายงาน
- หลีกเลี่ยงการถามซ้ำ หรือกดดันเกินจำเป็น
สำหรับผู้รับจ้าง
- อธิบาย Process ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
- กำหนด Timeline และ KPI ให้เข้าใจตรงกัน
- สื่อสารอย่างมืออาชีพ และตั้งขอบเขตงานให้ชัด
🔍 ตัวอย่างสถานการณ์จริง (Case Study)
❌ เคสที่ 1: ลูกค้าทวงอันดับภายใน 7 วัน
ลูกค้าจ้างทำ SEO พร้อมคีย์เวิร์ดแข่งขันสูง เช่น “โรงแรมภูเก็ตติดทะเล”
แม้จะมีการแจ้งแล้วว่า SEO ต้องใช้เวลา 3–6 เดือน
แต่ผ่านไปเพียง 5–7 วัน ลูกค้ากลับถามว่า:
“ทำไมยังไม่ขึ้นหน้า 1?”
“อันดับอยู่ไหนแล้ว?”
👉 ปัญหา: คาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินจริง
👉 ผลกระทบ: คนทำ SEO เสียเวลาอธิบายซ้ำ และไม่สามารถโฟกัสงานได้เต็มที่
❌ เคสที่ 2: ขอ Report ถี่เกินข้อตกลง
ตกลงกันว่า:
📊 ส่งรายงานทุก 2 สัปดาห์
แต่ลูกค้าทวง:
- วันที่ 3 → ขอ report
- วันที่ 5 → ขอ update เพิ่ม
- วันที่ 7 → ถามซ้ำอีก
👉 ปัญหา: ไม่เคารพ timeline
👉 ผลกระทบ: เวลาในการทำ SEO ลดลง เพราะต้องตอบคำถามแทบทุกวัน
ลูกค้าจ้างทำ SEO เดือนละ 4,000–5,000 บาท
แต่ต้องการ:
- คีย์เวิร์ดติดหน้า 1 หลายคำ
- Content + Backlink + Technical ครบ
- พร้อมรายงานละเอียดตลอดเวลา
👉 ปัญหา: Budget ไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง
👉 ผลกระทบ: งานไม่คุ้มต้นทุน และคุณภาพลดลง
SEO ไม่ใช่:
❌ งานเร่ง
❌ งานรายวัน
❌ งานที่ “จ่ายน้อย แต่หวังผลสูงทันที”
แต่ SEO คือ:
✅ การสะสมอันดับ
✅ การสร้างความน่าเชื่อถือในสายตา Google
✅ การลงทุนระยะยาวที่ “ยิ่งทำ ยิ่งแรง”
🚀 แล้วถ้าทำ SEO แบบถูกต้องควรเป็นยังไง?
- วางแผน Keyword Strategy
- ปรับ On-page + Technical SEO
- ทำ Content อย่างต่อเนื่อง
- สร้าง Backlink คุณภาพ
- วิเคราะห์และ Optimize ทุกเดือน
👉 และ “ให้เวลา” ระบบทำงาน
สรุป
การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ฝีมือ” อย่างเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเข้าใจและความร่วมมือ” ของทั้งผู้จ้างและผู้รับจ้าง
หากทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลง และให้เวลากับกระบวนการ SEO อย่างเหมาะสม
จะช่วยลดปัญหา และทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหา ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ที่มีประสบการณ์จริง และต้องการเพิ่มยอดขายผ่าน Google อย่างยั่งยืน
คุณสามารถเลือกใช้บริการ รับทำ SEO จากผู้เชี่ยวชาญ หรือ รับทำ SEO ติดหน้าแรก ผ่านแพลตฟอร์ม Fastwork ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
โดยคุณสามารถตรวจสอบผลงาน รีวิว และความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้ก่อนตัดสินใจ
ช่วยลดความเสี่ยง และมั่นใจได้ว่าคุณกำลังเลือกทำงานกับมืออาชีพจริง
บริการ SEO ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับ
แต่คือการวางกลยุทธ์เพื่อสร้าง “ยอดขาย” และ “การเติบโต” ให้กับธุรกิจในระยะยาว




